emaginfo|บทความ| สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์

สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์

สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อัมรินทร์

สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ หรือ พระเจ้าเอกทัศ[1] มีพระนามเดิมว่า เจ้าฟ้าเอกทัศ เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 33 พระองค์สุดท้ายแห่งกรุงศรีอยุธยา ทรงครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2301-พ.ศ. 2310 ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศที่ประสูติแต่กรมหลวงพิพิธมนตรี (พระพันวัสสาน้อย) (ต่อมาพระราชมารดาได้รับการสถาปนาเป็น กรมพระเทพามาตย์) โดยพระมารดาของพระองค์สืบเชื้อสายมาจากสกุลพราหมณ์บ้านสมอพลือ ที่มีต้นสกุลมาจากเมืองรามนคร มัชฌิมประเทศ ต่อมาเจ้าฟ้าได้รับการสถาปนาให้ทรงกรมเป็น กรมขุนอนุรักษ์มนตรี

  • สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์
  • พระเจ้าเอกทัศ (ชื่อที่นิยมเรียกโดยทั่วไป)
  • สมเด็จพระบรมราชากษัตริย์บวรสุจริต (พระนามเมื่อขึ้นครองราชย์)
  • สมเด็จพระที่นั่งสุริยาบรินทร
  • ขุนหลวงขี้เรื้อน (ชื่อติดปาก; เนื่องจากเป็นที่เชื่อกันว่าพระองค์ทรงเป็นโรคเรื้อน)
  • กรมขุนอนุรักษ์มนตรี พระนามก่อนครองราชย์
  • พระที่นั่งสุริยามรินทร์ เมื่อพระเจ้าอุทุมพรกำลังครองราชย์
  • พระบรมราชาที่ 3 เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์

ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ หนึ่งปีก่อนหน้าการเสด็จสวรรคต พระองค์ได้ทรงแต่งตั้งให้เจ้าฟ้าอุทุมพร ผู้เป็นอนุชาของเจ้าฟ้าเอกทัศ ให้ดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล แต่เจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตได้ทูลว่า เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี พระเชษฐา ยังคงอยู่ขอพระราชทานให้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลน่าจะสมควรกว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจึงตรัสว่า กรมขุนอนุรักษ์มนตรีนั้นโฉดเขลา หาสติปัญญาแลความเพียรมิได้ ถ้าจะให้ดำรงฐานุศักดิ์มหาอุปราชสำเร็จราชกิจกึ่งหนึ่งนั้น บ้านเมืองก็จะเกิดภัยพิบัติฉิบหายเสีย และมีพระราชดำรัสสั่งให้กรมขุนอนุรักษ์มนตรีออกผนวชเสียเพื่อไม่ให้กีดขวางเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตขึ้นเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล[2]

หลังจากสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศเสด็จสวรรคตแล้ว สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรเสด็จขึ้นครองราชย์ แต่อีกสองเดือนถัดมา พระองค์กลับมาแสดงพระประสงค์ขึ้นครองราชย์ และเสด็จเข้าประทับ ณ พระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ จนทำให้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้น สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรยอมสละราชสมบัติและเสด็จออกผนวช เจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรีจึงเสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อปี พ.ศ. 2301

ในระหว่างที่พระองค์ครองราชย์ พม่าได้ยกกองทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ. 2303 สมเด็จพระเจ้าเอกทัศได้ทรงขอให้พระเจ้าอุทุมพรลาผนวชมาช่วยบัญชาการรบ พระเจ้าอลองพญา กษัตริย์พม่า ที่ยกทัพมาได้รับบาดเจ็บจากปืนใหญ่ ต้องยกทัพกลับ และสิ้นพระชนม์ระหว่างทาง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2307 พระเจ้ามังระ โอรสของพระเจ้าอลองพญา ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์พม่า และได้ส่งกองทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาอีก ให้เกณฑ์กองทัพกว่า 70,000 นาย ยกเข้าตีเมืองไทย 2 ทาง ทางทิศใต้เข้าตีเข้าทางเมืองมะริด ส่วนทางตอนเหนือตีลงมาจากแคว้นล้านนา และบรรจบกันที่กรุงศรีอยุธยาเป็นศึกขนานกันสองข้างโดยได้ล้อมกรุงศรีอยุธยานาน 1 ปี 2 เดือน ก็เข้าพระนครได้ เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310

ในพงศาวดารฉบับหอแก้วและคองบองของพม่า ได้บรรยายให้เห็นว่าในสงครามครั้งนี้ ผู้ปกครองกรุงศรีอยุธยาเองก็ได้เตรียมการและกระทำการรบอย่างเข้มแข็ง มิได้เหลวไหลอ่อนแอแต่ประการใด[3]

สาเหตุการเสด็ตสวรรคตของพระเจ้าเอกทัศมีหลายข้อสันนิษฐาน ในหลักฐานของไทยส่วนใหญ่บันทึกไว้ว่าพระองค์เสด็จสวรรคตจากการอดพระกระยาหารเป็นเวลานานกว่า 10 วัน ภายหลังจากที่เสด็จหนีไปซ่อนตัวที่ป่าบ้านจิก ใกล้กับวัดสังฆาวาส[4] ทหารพม่าเชิญเสด็จไปที่ค่ายโพธิ์สามต้น นายทองสุกได้นำพระบรมศพไปฝังไว้ที่โคกพระเมรุ ตรงหน้าพระวิหารพระมงคลบพิตร[5] ต่อมา สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงอัญเชิญพระบรมศพขึ้นถวายพระเพลิงตามโบราณราชประเพณี[6][7]

ส่วนทางพงศาวดารพม่ากล่าวว่า เกิดความสับสนระหว่างการหลบหนีในเหตุการณ์กรุงแตก จึงถูกปืนยิงสวรรคตที่ประตูท้ายวัง

ส่วนคำให้การของแอนโทนี โกยาตัน ตำแหน่ง Head of the foreign Europeans เมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2311 ได้กล่าวว่า “กษัตริย์องค์ที่สูงวัย (พระเจ้าเอกทัศ) ถูกลอบปลงพระชนม์โดยชาวสยามเช่นเดียวกัน” หรือไม่พระองค์ก็ทรงวางยาพิษตนเอง[8]

ในทัศนะของ สุเนตร ชุตินธรานนท์ มีความเห็นว่า ผู้ชำระพงศาวดารไทยไม่ได้ระบุพระราชกรณียกิจของพระเจ้าเอกทัศ ซ้ำยังกล่าวพาดพิงในแง่ร้ายอยู่บ่อยครั้ง หากแต่ในหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่น ๆ กลับมีการกล่าวถึงกษัตริย์พระองค์นี้อย่างชื่นชม

คำให้การชาวกรุงเก่า ปรากฏความว่า “[กษัตริย์พระองค์นี้] ทรงพระกรุณากับอาณาประชาราษฎร์ทั้งปวง แผ่เมตตาไปทั่วสารพัดสัตว์ทั้งปวง”

ใน คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม ปรากฏความว่า “พระองค์ตั้งอยู่ในธรรมสุจริต บพิตรเสด็จไปถวายนมัสการพระศรีสรรเพชทุกเพลามิได้ขาด พระบาทจงกรมอยู่เป็นนิจ บพิตรตั้งอยู่ในทศพิธสิบประการ แล้วครอบครองกรุงขันธสีมา ทั้งสมณพราหมณ์ก็ชื่นชมยินดีปรีเปนศุขนิราชทุกขไภย ด้วยเมตตาบารมีทั้งฝนก็ดีบริบูรณภูลความศุกมิได้ดาล ทั้งข้าวปลาอาหารและผลไม้มีรสโอชา ฝูงอาณาประชาราษฎร์และชาวนิคมชนบทก็อยู่เยนเกษมสานต์ มีแต่จะชักชวนกันทำบุญให้ทาน และการมโหรสพต่าง ๆ ทั้งนักปราชผู้ยากผู้ดีมีแต่ความศุกที่ทุกขอบขันธสีมา”

นอกจากนี้ จากหลักฐานทั้งสอง ยังได้กล่าวถึงพระราชกรณียกิจที่สำคัญของพระเจ้าเอกทัศ เช่น ทรงออกพระราชบัญญัติเครื่องชั่ง ตวง วัดต่าง ๆ, มาตราเงินบาท สลึง เฟื้องให้เที่ยงตรง และโปรดให้ยกเลิกภาษีอากรต่าง ๆ เป็นเวลา 3 ปี

รวมทั้ง “ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา บ้านเมืองสงบ การค้าขายเจริญ ทรงบริจาคทรัพย์ให้แก่คนยากจนจำนวนมาก”[9]

ฝ่ายซึ่งเห็นว่าพระองค์ทรงมีพระราชประวัติความประพฤติไม่ดีก็ว่า ราษฎรไม่เลื่อมใสศรัทธาเพราะพระมหากษัตริย์ทรงประพฤติตนไม่เหมาะสม บ้านเมืองเกิดความระส่ำระสาย มีข้าราชการลาออกจากราชการอยู่บ้าง สังคมสมัยนั้นมีการกดขี่รีดไถ ข่มเหงรังแกราษฎรอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อขุนนางชั้นผู้น้อยเห็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทำก็เลียนแบบ ราษฎรและข้าราชการทั้งหลายหมดที่พึ่งจึงแตกความสามัคคี ดังที่บาทหลวงฝรั่งเศสได้เขียนจดหมายเหตุบันทึกไว้ว่า: “… บ้านเมืองแปรปรวน เพราะฝ่ายใน [พระราชชายา] ได้มีอำนาจเท่ากับพระเจ้าแผ่นดินผู้มีความผิดฐานกบฏ ฆ่าคนตายเอาไฟเผาบ้านเรือนจะต้องได้รับโทษถึงประหารชีวิต แต่ความโลภของฝ่ายในให้เปลี่ยนเป็นริบทรัพย์สิน ริบได้ก็ตกเป็นของฝ่ายในทั้งสิ้น พวกข้าราชการเห็นความโลภของฝ่ายใน ก็แสวงหาผลประโยชน์กับผู้ต้องหาคดีให้ได้มากที่สุดที่จะหาได้ จะได้แบ่งเอาบ้าง ความเดือดร้อนลำเค็ญก็ยิ่งทับถมราษฎรมากขึ้น…”[10]

ในประวัติศาสตร์ไทย พระเจ้าเอกทัศเป็นกษัตริย์ที่ถูกกล่าวถึงในแง่ร้ายเรื่อยมา และถูกจดจำในฐานะ “บุคคลที่ไม่มีใครอยากจะตกอยู่ในฐานะเดียวกัน” เหตุเนื่องจากไม่สามารถป้องกันกรุงศรีอยุธยาให้พ้นจากข้าศึก ทั้งนี้ คนไทยที่เหลือรอดมาถึงสมัยธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้นถือเอาว่า พระองค์ควรรับผิดชอบจากการเสียกรุงครั้งที่สองร่วมกับสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร[11]

ครั้ง พ.ศ. 2436 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประชวรหนัก เหตุเพราะช้ำพระราชหฤทัยที่สยามยกดินแดนให้ฝรั่งเศสไป โดยทรงพระราชนิพนธ์บทกวีรำพันความทุกข์ร้อน และท้อพระทัยว่าจะถูกนินทาไปตลอดกาล ดังเช่นสองพระมหากษัตริย์ (พระเจ้าอุทุมพรและพระเจ้าเอกทัศ) ผู้ไม่อาจปกป้องกรุงศรีอยุธยาจากศัตรู

เมื่อ ร.ศ. ๑๑๒(พ.ศ. ๒๔๓๖) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวประชวรหนัก ไม่เป็นอันเสวยหรือบรรทมหลายวันหลายคืนติดต่อกัน มีสาเหตุจากเจ็บช้ำพระราชหฤทัยเรื่องฝรั่งเศสรังแกสยาม ในช่วงนั้นก็ทรงพระราชนิพนธ์บทกวีรำพึงถึงความกลัดกลุ้มทุกข์ร้อน ทั้งกลัวว่าจะถูกติฉินนินทาไม่รู้จบสิ้น เหมือนสองกษัตริย์ผู้ไม่สามารถจะปกป้องกรุงศรีอยุธยาเอาไว้ได้จากข้าศึกศัตรู ความดังนี้[11]

  • ลำดับพระมหากษัตริย์ไทย
  • การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง

  • สุเนตร ชุตินธรานนท์. (2541). สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ พ.ศ. ๒๓๑๐: ศึกษาจากพงศาวดารพม่าฉบับราชวงศ์คองบอง. สำนักพิมพ์ศยาม. หน้า 81-82.

Sponsor By


IHC Internation Hair Loss Center คลินิกปลูกผม รักษาผมร่วง ด้วยเทคโนโลยีใหม่ โดยไม่ต้องผ่าตัดศัลยกรรม

ที่ IHC มีบริการรักษาปัญหาเส้นผมด้วยเทคโนโลยี 2 เทคโนโลยี คือ เทคโนโลยี Dermal Lens และ เทคโนโลยี Laser Hair Therapy โดยในเบื้องต้นของการรักษาผู้ที่มีปัญหา ผมร่วง ผมบาง หัวล้าน ทางIHC จะมีผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์สภาพปัญหาเส้นผมของผู้ที่เข้ารับบริการ เพื่อจะดูว่าควรรักษาด้วยวิธีใดที่จะตรงกับสภาพปัญหามากที่สุด

ข้อมูลเพิ่มเติม ดูได้จาก http://www.ihc-hairloss.com/
Facebook : https://www.facebook.com/IHCHairloss
Tel (TH): 086-367-0920,086-367-0940
Tel (EN): 090-907-0552







Tags :

กรุณาใช้โค้ดข้างล่างเพื่อลิ้งก์มาหน้านี้:


ลิ้งก์สำหรับเว็บบอร์ดแบบ phpbb:

Facebook comments:

      แมกกาซีน | Featured Magazine

health-fitness

สุขภาพการออกกำลังกาย การเลือกรับประทานอาหาร คือสิ่งที่มนุษย์เราอาจมองข้ามไป โดยปล่อยตัว ไม่สนว่ากินอะไรเป็นผลดีผลเสียอย่างไร ใช้เวลาช๊อปปิ้งมากกว่าการออกกำลังกาย ซึ่งทำให้ร่างกายของเราอ่อนแอ และทรุดโทรมก่อนวัย ในหมวดนี้จะมีหนังสือ ที่แนะนำการดูแลสุขภาพ การออกกำลังกายที่ดี เพื่อสุขภาพของคุณเอง แค่เปิดอ่าน สุขภาพคุณก็จะดีขึ้นยาวนาน

View All...

architecture-design

หากพูดถึง “บ้าน” หลายคนคงรู้ว่ามันคือ อีกหนึ่งปัจจัยของมนุษย์เราไปแล้ว ที่ทุกคนก็ใฝ่ฝันอยากมี และ ใฝ่ฝันที่จะตกแต่งบ้านด้วยตัวเอง ถือเป็นความสุขเล็กๆ ที่ได้อยู่บ้าน ได้ซื้อของมาตกแต่งบ้าน แต่หลายๆคนอาจจะคิดไม่ออกว่าจะตกแต่งบ้านยังไง ยังขาดไอเดียในการตกแต่งบ้าน ในนี้จะมีหนังสือหลายเล่ม ที่จะช่วยกระตุ้นต่อมไอเดียครับ

View All...

online-marketing-feature-magazine

โลกยุคนี้มีวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วมาก จนบางคนแทบตามไม่ทัน การแข่งขันค่อนข้างสูง มีแต่คนค้นหา กลยุทธ์เพื่อที่จะได้เป็นหนึ่งในยุทธภพนี้ ในปัจจุบัน ซึ่งหากใครที่มีึวามรู้ทางด้านอินเตอร์เน็ตถือว่าได้เปรียบสุดๆ เพราะการทำการตลาดออนไลน์ บนโลกอินเตอรืเน็ตนั้น ถือว่าลงทุนน้อย แต่ผลที่ได้กลับมหาศาล ในหมวดนี้จะมีหนังสือที่คอยแนะนำสอนคุณให้เก่งกว่าใคร

View All...

politic-feature

ประเทศไทยเป็นของคนไทยทุกคน ไม่ได้เป็นคนใครคนใดคนหนึ่ง หากมีปัญหา เราก็ต้องช่วยกันแก้ ไม่ใช่ว่าหวังเพียงแต่ผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก โดยไม่คำนึงถึงผลที่ตามมา คนไทย ถ้าไม่รักประเทศไทย แล้วจะให้ไปรักประเทศใด หากทุกฝ่ายที่ออกมาโจมตีกัน หันมาจับมือร่วมกันแก้ไข บ้านเมืองจะได้เดินหน้าต่อไป ในหมวดนี้ต้องการให้คนไทยรักกัน ลองเข้าไปศึกษาดูหนังสือเหล่านี้นะครับ

View All...

travel-lifestyle

จับเสื้อผ้ายัดใส่เป้แบกขึ้นหลังสะพายตะลุยมันทุกที่ ที่อยากจะไปเอาให้สุดเหวี่ยง เคยได้ยินคำว่า "ชีวิตนี้ต้องใช้ให้คุ้ม" กันบ้างมั้ย ชีวิตนี้เกิดมา อย่าว่าแต่ไปเที่ยวเมืองนอกเลย เที่ยวเมืองไทย หลายๆคนยังไปไม่หมดทุกที่เลย บางสถานที่ สวยอย่างที่คาดไม่ถึงว่า โอ้ว นี่หรือเมืองไทย ลองพิสูจน์ไปกับเรา ในหมวดนี้มีหนังสือพาเราตะลุยท่องเที่ยวไปชมสถานที่สวยๆเจ๋งๆหลายที่ ตามเรามาเลยครับ

View All...